อุตสาหกรรมความงามกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ “สี” สื่อถึงแนวคิด แบรนด์ดิ้ง และความยั่งยืนมากกว่าที่เคย ปีนี้ Pantone กลับมาขับเคลื่อน เทรนด์สี ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในงานออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์สกินแคร์ คอนเซ็ปต์คาเฟ่ ไปจนถึง UI/UX ของอีคอมเมิร์ซ ความเข้าใจความหมายของสี (color psychology) และการจับคู่สี (palette) ที่ถูกบริบท จึงช่วยเพิ่มการจดจำแบรนด์และอัตราการตัดสินใจซื้อได้จริง

สำหรับปี 2025 สื่อนานาชาติและแวดวงดีไซน์ ให้ความสนใจ “Color of the Year: Mocha Mousse (17-1230)” โทนสีน้ำตาลนุ่มนวลสื่อความอบอุ่นและความเป็นธรรมชาติ ควบคู่กับ 7 เฉดสีที่มาแรงซึ่งสะท้อนโลกหลังยุคความผันผวน สดใสแต่สงบนิ่ง มินิมอลแต่มีบุคลิก เหมาะอย่างยิ่งกับตลาดสกินแคร์และเครื่องสำอางที่เน้นคุณค่า ความปลอดภัย และประสบการณ์ผู้ใช้
- เทรนด์สี 2025 สำคัญอย่างไรต่อแบรนด์สกินแคร์
- Pantone Color of the Year 2025: Mocha Mousse (17-1230)
- 7 เฉดสี Pantone ที่ขับเคลื่อนเทรนด์สี 2025
- คู่สีและพาเลตสำหรับแพ็กเกจจิ้งสกินแคร์
- แนวทางใช้เทรนด์สีในงานจริง (Skincare / Packaging / Cosmetics)
- ก่อนผลิตจริง: ขั้นตอนสำคัญที่นักออกแบบและโรงงานต้องดำเนินการ
- สรุป
- คำถามที่พบบ่อย
เทรนด์สี 2025 สำคัญอย่างไรต่อแบรนด์สกินแคร์
ในหมวดความงาม สีไม่ได้เป็นเพียงสุนทรียศาสตร์ แต่เป็น “ภาษาของแบรนด์” ที่สื่อวัตถุดิบ จุดยืน และกลุ่มเป้าหมาย เช่น โทนฟ้าใสสื่อความสะอาดอ่อนโยนเหมาะกับเวชสำอาง โทนเขียวสื่อความยั่งยืนเหมาะกับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ โทนน้ำตาลนมสื่อความอบอุ่นปลอดภัยเหมาะกับบิวตี้รูทีนประจำวัน การอัปเดต Pantone และ เทรนด์สี จึงช่วยทั้งด้านการสื่อสาร การวางตำแหน่งราคา ไปจนถึงการสร้างความแตกต่างบนเชลฟ์และหน้าจอมือถือ
Pantone Color of the Year 2025: Mocha Mousse (17-1230)
Mocha Mousse คือสีน้ำตาลนุ่มนวลแบบครีมมี่ ให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และเป็นมิตร เหมาะกับแพ็กเกจจิ้งที่ต้องการความไว้วางใจ เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติ หรือแนว clean beauty เมื่อนำไปจับคู่กับสีเมทัลลิกอ่อน (เช่น ซิลเวอร์หรือแชมเปญโกลด์) จะยกระดับภาพลักษณ์เป็นพรีเมียมโดยยังคงความละมุน
7 เฉดสี Pantone ที่ขับเคลื่อนเทรนด์สี 2025
การเลือกใช้สีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม แต่สะท้อนกลยุทธ์ทางการตลาดที่ โรงงานเครื่องสำอาง และสกินแคร์ต้องคำนึงถึงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสูตร (R&D) การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการวางจำหน่ายบนเชลฟ์ 7 เฉดสี Pantone ประจำปี 2025 จึงไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยสร้างคุณค่ารับรู้ของสินค้า (Perceived Value) ให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งในด้านความปลอดภัย ความยั่งยืน และเอกลักษณ์ของแบรนด์
1. Chardonnay (13-0633 TCX): เหลืองสว่าง สดใส มองโลกบวก
โทนแสงอาทิตย์ที่ปลุกพลังบวก เหมาะกับผลิตภัณฑ์สาย active หรือวิตามินซี ขวดใส/ฟรอสต์กับฉลากโทน Chardonnay ช่วยดึงสายตาบนเชลฟ์ แนะนำจับคู่กับ Smokey Olive หรือสีเอิร์ธโทนเพื่อบาลานซ์ไม่ให้ฉูดฉาดเกินไป
2. Clearwater (12-4608 TCX): ฟ้าอ่อน สงบ อ่อนโยน
ตัวแทนของความสะอาดและคลีนบิวตี้ ใช้ได้ดีกับเวชสำอาง สกินแคร์อ่อนโยน หรือสินค้าสำหรับผิวแพ้ง่าย เมื่อวางบนพื้นขาวและเส้นสายสีเทาอ่อน ให้ลุคคลินิกทันสมัยที่อ่านง่ายและน่าเชื่อถือ
3. Crystal Pink (12-1605 TPX): ชมพูละมุน อบอุ่น เข้าถึงง่าย
เข้ากับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น–วัยทำงาน เน้นความรักตนเองและ gentle care ใช้เป็นสีหลักของซีรีส์มอยส์เจอไรเซอร์/เซรั่มเนื้อบางเบา จับคู่ลายนูน (emboss/deboss) และเคลือบด้านเพื่อคุมโทนหรูละมุน
4. Cherry Tomato (17-1563 TCX): แดงสด พลังงานสูง
เหมาะกับไลน์กันแดด สครับ หรือสกินแคร์ที่ต้องการสื่อผลลัพธ์ชัดเจน ใช้เป็น accent บนกล่อง/ฝา/สติ๊กเกอร์ เพื่อกระตุ้นการหยิบลอง แต่ควรคุมสัดส่วนให้ไม่เกิน 20–30% ของพื้นที่บรรจุภัณฑ์
5. Grenoble Green (15-0544 TPG): เขียวธรรมชาติ ความยั่งยืน
ตอบโจทย์แบรนด์ eco-friendly, vegan, organic เมื่อนำวางคู่กับกระดาษรีไซเคิลหรือคราฟต์ไม่เคลือบ จะสื่อความจริงใจและความใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ดีมาก
6. Skipper Blue (19-3936 TCX): น้ำเงินอมม่วง ลึกลับ น่าค้นหา
สร้างลุคพรีเมียมและความลึกของแบรนด์ ใช้กับผลิตภัณฑ์กลางคืน (night repair/retinol) ได้โดดเด่น จับคู่ฟอยล์ซิลเวอร์หรือฮอทสแตมป์โฮโลแกรมเพื่อเสริมภาพลักษณ์เทคและอนาคต
7. Smokey Olive (18-0516 TCX): เทาอมเขียว-น้ำตาล เรียบ เท่ คลาสสิก
เหมาะกับไลน์ผู้ชาย, derma-grade หรือแบรนด์มินิมอล ใช้เป็นพื้นหลังได้ดีเพราะอ่านง่ายและดูแพงเมื่อวางกับฟอนต์ขาว/ดำ เพิ่มเทกซ์เจอร์ด้าน (matte) ช่วยให้สัมผัสดีและลดรอยนิ้วมือ
คู่สีและพาเลตสำหรับแพ็กเกจจิ้งสกินแคร์
การเลือกคู่สีที่ถูกบริบทช่วยเพิ่มการจดจำและปรับราคาเชิงรับรู้ (perceived value) ต่อไปนี้คือพาเลตที่นำไปใช้ได้จริง
- Natural & Eco: Mocha Mousse + Grenoble Green + กระดาษคราฟต์/ขาวงาช้าง
- Clinical Clean: Clearwater + ขาว + เงินซาติน เหมาะกับเซรั่ม/ครีมเวชสำอาง
- Luxury Night: Skipper Blue + ฟอยล์ซิลเวอร์ + ดำด้าน สำหรับกลุ่ม anti-aging กลางคืน
- Active & Fresh: Chardonnay + Cherry Tomato + เทาอ่อน เหมาะกับกันแดด/สครับ/วิตามิน
- Gentle Care: Crystal Pink + ขาว + Smokey Olive เป็นโทนอบอุ่นที่ไม่เด็กเกินไป
แนวทางใช้เทรนด์สีในงานจริง (Skincare / Packaging / Cosmetics)
เพื่อให้สีทำงานเป็น “ระบบ” กับแบรนด์ ควรวางเกณฑ์ใช้งานตั้งแต่ฉลาก กล่อง ขวด ฝา ไปจนถึงภาพถ่ายและหน้าร้าน
- บรรจุภัณฑ์: เลือกวัสดุให้สอดรับกับสี เช่น โทนธรรมชาติใช้กระดาษไม่เคลือบ/หมึกถั่วเหลือง, โทนหรูใช้เคลือบด้าน + ฟอยล์เมทัลลิก
- ฉลาก: คุมคอนทราสต์ (WCAG) ให้ตัวหนังสืออ่านง่าย โดยเฉพาะพื้น Skipper Blue/Smokey Olive
- คอเลคชัน: ใช้หนึ่งสีเป็นแกน แล้วแตกเฉดย่อยเพื่อแยกสูตร: sensitive (Clearwater), brightening (Chardonnay), anti-aging (Skipper Blue)
- เครื่องสำอาง: ใช้ Cherry Tomato/Crystal Pink เป็นเฉดเมคอัพ (ลิป/บลัช) ให้สัมพันธ์กับแพ็กเกจ
- ดิจิทัล: ใช้พาเลตเดียวกันบนเว็บไซต์/แบนเนอร์ เพื่อคงเอกลักษณ์จากกล่องถึงออนไลน์
ก่อนผลิตจริง: ขั้นตอนสำคัญที่นักออกแบบและโรงงานต้องดำเนินการ
แม้สีบนหน้าจอจะดูสวยงาม แต่ผลลัพธ์บนวัสดุจริงอาจแตกต่างไปมากหากไม่ได้ทดสอบหรือควบคุมมาตรฐาน การเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นไลน์ผลิตจริงจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้แบรนด์มั่นใจว่าสี Pantone จะถ่ายทอดออกมาได้ตรงตามเจตนารมณ์ และสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาผู้บริโภค
1. ขอตัวอย่างพิมพ์จริง (Press Proof)
การดูเฉดสีบนจอ (RGB/HEX) ไม่สามารถแทนค่าพิมพ์จริงได้ เพราะวัสดุแต่ละชนิด เช่น ขวดแก้ว กระปุกพลาสติก หรือกล่องกระดาษ มีการดูดซับแสงและเนื้อสัมผัสที่ต่างกัน การทำ press proof บนวัสดุเดียวกับที่จะผลิตจริง ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่แม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และควรให้ทีม R&D หรือ QA ตรวจสอบเพื่อรับรองคุณภาพก่อนผลิต
2. ล็อกค่า Pantone และ CMYK ให้ตรงกับโรงพิมพ์
สีจากคู่มือ Pantone (Pantone Guide) ต้องถูกแปลงสู่ค่า CMYK หรือ Digital Printing Profile ที่สอดคล้องกับเครื่องพิมพ์จริง การแนบไฟล์งานพร้อม ICC Profile (เช่น ISO Coated v2) จะช่วยให้ทุกล็อตผลิตออกมาสม่ำเสมอ และลดความเสี่ยงที่สีเพี้ยน
3. ทดสอบความทนทานต่อการใช้งานจริง
บรรจุภัณฑ์สกินแคร์และเครื่องสำอางควรผ่านการทดสอบการขูดขีด (Abrasion Test) และการทนต่อสารเคมี เช่น Alcohol Rub Test เพื่อให้แน่ใจว่าสีไม่ซีดหรือหลุดร่อนเมื่อถูกใช้งานจริง ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
4. ตรวจสอบคอนทราสต์และความชัดเจนในสภาพแสงต่าง ๆ
ฉลากและตัวอักษรต้องอ่านง่ายภายใต้แสงหลากหลาย เช่น แสงห้างสรรพสินค้า หรือแสงไฟสตูดิโอ การทดสอบด้วย lightbox และการอ้างอิงตามเกณฑ์ WCAG จะช่วยยืนยันว่าฉลากสกินแคร์สามารถอ่านได้ชัดเจนแม้ในพื้นที่แสงน้อย ซึ่งบางประเทศยังเป็นข้อกำหนดด้านกฎหมายฉลากด้วย
5. จัดทำคู่มือการใช้สี (Brand Color Guideline)
ควรกำหนดคู่มือสีที่ครอบคลุม Pantone, CMYK, RGB, HEX, รวมถึงการใช้งานบนฉลาก กล่อง เว็บไซต์ และสื่อดิจิทัล เพื่อรักษาความสอดคล้องของแบรนด์ และลดความผิดพลาดเมื่อทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์หลายราย
สรุป
การอัปเดต Pantone และ เทรนด์สี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงการตามแฟชั่น แต่คือเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมความงามและสกินแคร์ในปีนี้ สีประจำปีอย่าง Mocha Mousse และ 7 เฉดสำคัญ ได้แก่ Chardonnay, Clearwater, Crystal Pink, Cherry Tomato, Grenoble Green, Skipper Blue และ Smokey Olive ล้วนสะท้อนความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความปลอดภัย ความยั่งยืน และเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สิ่งที่ผู้พัฒนาแบรนด์ควรสรุปไปใช้คือ:
- ด้านกลยุทธ์แบรนด์: เลือกโทนสีที่สอดคล้องกับบุคลิกและคุณค่าหลักของสินค้า เช่น สีฟ้าอ่อนเพื่อสื่อความอ่อนโยน หรือโทนน้ำตาล–เขียวเพื่อเน้นแนวคิดธรรมชาติและความยั่งยืน
- ด้านการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง: ใช้พาเลตสีเป็นระบบเดียวกัน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ฉลาก ไปจนถึงการออกแบบสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างการจดจำและความไว้วางใจ
- ด้านผู้บริโภค: การเลือกสีไม่เพียงสร้างความโดดเด่นบนเชลฟ์ แต่ยังช่วยให้ผู้ซื้อรับรู้ถึงคุณค่าของสูตรสกินแคร์ เช่น โทนสดใสสำหรับไวท์เทนนิ่ง โทนเข้มสำหรับ anti-aging และโทนละมุนสำหรับ sensitive skin
- ด้านมาตรฐานการผลิต: ควรผ่านการทดสอบจริงทั้งการพิมพ์ วัสดุ และคอนทราสต์ เพื่อให้สีที่ได้คงคุณภาพและคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ในทุกล็อตการผลิต
เมื่อนำ Pantone และ เทรนด์สี 2025 มาใช้ด้วยมุมมองเชิงกลยุทธ์ แบรนด์สกินแคร์จะสามารถสร้างความแตกต่าง แข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งยกระดับคุณค่ารับรู้ของสินค้าในสายตาผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
คำถามที่พบบ่อย
เลือกสี Pantone อย่างไรให้สอดคล้องกับสูตรสกินแคร์
จับคู่สีตามสรรพคุณหลักของสูตร เช่น ผิวแพ้ง่ายโทนฟ้า/ขาว, ไวท์เทนนิ่งโทนเหลืองสด/ขาว, ไนต์แคร์โทนน้ำเงินเข้ม/เงิน เพื่อสื่อสารเข้าใจง่ายและจดจำได้เร็ว
จำเป็นต้องใช้ Pantone ตรงทุกส่วนของแพ็กเกจจิ้งไหม
ไม่จำเป็น สีหลักควรล็อกให้ชัด ส่วนองค์ประกอบรองใช้งาน CMYK/HEX ให้ใกล้เคียง และทดสอบพิมพ์จริงเพื่อคุมความแตกต่างของวัสดุ
โทนสีใดช่วยสื่อความยั่งยืนได้ดี
Grenoble Green, Mocha Mousse และ Smokey Olive เมื่อใช้กับกระดาษรีไซเคิล/หมึกถั่วเหลือง สื่อแนวคิด eco-friendly ได้ชัด
ต้องคำนึงเรื่องการอ่านง่ายบนฉลากอย่างไร
ตรวจคอนทราสต์ตัวอักษรตามหลัก WCAG โดยเฉพาะเมื่อใช้พื้น Skipper Blue หรือ Smokey Olive ควรใช้ตัวอักษรขาว/เงินและขนาดไม่น้อยกว่า 8–9 pt บนฉลากเล็ก
จะวางพาเลตให้ซีรีส์หลายสูตรไม่ “ชนกัน” ได้อย่างไร
กำหนดหนึ่งสีเป็นแกนแบรนด์ แล้วใช้เฉดย่อยแยกสูตร เช่น sensitive = Clearwater, brightening = Chardonnay, anti-aging = Skipper Blue และกำหนดกฎสัดส่วนสีแต่ละสูตรให้ชัด











