หนึ่งในกระบวนการสำคัญที่สุดของการพัฒนาครีมกันแดดคือการทดสอบค่า SPF และ PA เพื่อยืนยันประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVB และ UVA การทดสอบเหล่านี้ไม่เพียงบ่งบอกความสามารถของสูตร แต่ยังเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ประกอบเอกสารจดแจ้ง อย. ของ โรงงานผลิตครีมกันแดด สร้างแบรนด์ อีกด้วย
- ค่า SPF และ PA คืออะไร?
- มาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบค่า SPF
- การทดสอบค่า PA (UVA Protection) ทำอย่างไร?
- เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ใช้ในการทดสอบ
- ขั้นตอนการยืนยันผลลัพธ์และรับรองคุณภาพ
- ความเชื่อมโยงกับมาตรฐาน ISO อื่น ๆ
- เชื่อมโยงความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกันแดด
- สรุป การทดสอบค่า SPF และ PA คือรากฐานของความน่าเชื่อถือ
- คำถามที่พบบ่อย
ค่า SPF และ PA คืออะไร?
การทดสอบครีมกันแดดจะอ้างอิงจากสองค่าหลักที่ใช้ประเมินประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต ได้แก่ ค่า SPF และ PA ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการระบุระดับการปกป้องผิวจากแสงแดด
- SPF (Sun Protection Factor): ค่าที่ระบุระดับการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวไหม้และการอักเสบจากแดด โดยค่าที่สูงขึ้นหมายถึงสามารถยืดระยะเวลาการไหม้ของผิวได้มากขึ้น
- PA (Protection Grade of UVA): ค่าที่แสดงความสามารถในการป้องกันรังสี UVA ซึ่งเป็นตัวการของความหมองคล้ำและริ้วรอย โดยใช้สัญลักษณ์ “+” เพื่อบ่งบอกระดับความเข้มข้นของการป้องกัน ตั้งแต่ PA+ ถึง PA++++
ทั้งสองค่านี้จึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินประสิทธิภาพของสูตรกันแดดในระดับห้องแลป และเป็นข้อมูลหลักที่ใช้ยืนยันผลการทดสอบก่อนนำไปขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการ
มาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบค่า SPF
การทดสอบค่า SPF มักดำเนินการตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 24444:2019 ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก ขั้นตอนหลักมีดังนี้:
- เตรียมอาสาสมัคร (Human Testing): ใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีโทนสีผิวต่างกัน เพื่อทดสอบปฏิกิริยา UV
- กำหนดพื้นที่ทดสอบ: ทาครีมกันแดดในปริมาณมาตรฐาน 2 มก./ซม² บนแผ่นผิวจำลองหรือผิวอาสาสมัคร
- ใช้เครื่อง UV Simulator: ฉายรังสี UVB ด้วยปริมาณที่ควบคุมได้
- วัดค่าความเข้มของแสงหลังทา: ใช้เครื่องวัดการสะท้อนเพื่อคำนวณค่า SPF เฉลี่ยจากพื้นที่ที่ทาและไม่ได้ทา
การทดสอบค่า PA (UVA Protection) ทำอย่างไร?
สำหรับการวัดค่า PA จะใช้วิธี Persistent Pigment Darkening (PPD) ซึ่งอิงตามมาตรฐาน ISO 24442 โดยเน้นวัดระดับความคล้ำของผิวหลังสัมผัสรังสี UVA เปรียบเทียบก่อนและหลังใช้ครีมกันแดด
- วัดการเปลี่ยนสีผิวจากการฉาย UVA 2–4 J/cm²
- คำนวณค่าเฉลี่ยของ “UVA Protection Factor”
- แปลงผลลัพธ์เป็นระดับ PA+: PA++++
| ระดับค่า PA | ความสามารถในการป้องกันรังสี UVA |
|---|---|
| PA+ | ป้องกันได้เล็กน้อย (~2–4 เท่า) |
| PA++ | ป้องกันได้ปานกลาง (~4–8 เท่า) |
| PA+++ | ป้องกันได้สูง (~8–16 เท่า) |
| PA++++ | ป้องกันได้สูงมาก (>16 เท่า) |
เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ใช้ในการทดสอบ
ในห้องปฏิบัติการของ โรงงานรับผลิตครีมกันแดด GMP จะใช้เครื่องมือวัดเฉพาะทางเพื่อให้ผลแม่นยำที่สุด เช่น:
- UV Transmittance Analyzer: วัดปริมาณรังสีที่ผ่านฟิล์มกันแดดได้
- Solar Simulator: จำลองแสงแดดจริงทั้ง UVA และ UVB
- Spectrophotometer: วัดค่าการดูดกลืนแสงเพื่อประเมินประสิทธิภาพของสารกันแดด
- Stability Chamber: ทดสอบความคงตัวของสูตรภายใต้อุณหภูมิต่าง ๆ
ขั้นตอนการยืนยันผลลัพธ์และรับรองคุณภาพ
หลังจากทดสอบค่า SPF และ PA เสร็จ ทีมวิจัยจะต้องนำผลไปเปรียบเทียบกับสูตรต้นแบบที่ผ่านการยืนยันในต่างประเทศ รวมถึงเก็บข้อมูลในระบบเอกสารคุณภาพ (QC Document) เพื่อใช้ประกอบการขอเลขจดแจ้ง อย. ในไทย
การทดสอบซ้ำในระยะ 3–6 เดือนยังเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อยืนยันว่าค่า SPF และ PA ยังคงเดิมแม้เก็บรักษาในอุณหภูมิสูง ซึ่งสะท้อนถึงความเสถียรของสูตร (Formula Stability)
ความเชื่อมโยงกับมาตรฐาน ISO อื่น ๆ
- ISO 24443: สำหรับวัดค่า UVA Protection ในผลิตภัณฑ์กันแดด
- ISO/TR 26369: แนวทางการประเมินสารกรองรังสี UV
- ISO 11930: การทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
เชื่อมโยงความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกันแดด
หากต้องการเข้าใจเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาการปกป้องของกันแดดและประเภทของสูตร แนะนำอ่านต่อที่ กันแดดอยู่ได้กี่ชั่วโมง , SPF30 vs SPF50 ต่างกันยังไง , และ กันแดด Physical vs Chemical แบบไหนดีกว่ากัน
สรุป การทดสอบค่า SPF และ PA คือรากฐานของความน่าเชื่อถือ
ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ผ่านการทดสอบค่า SPF และ PA อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ISO ไม่เพียงช่วยยืนยันประสิทธิภาพ แต่ยังสะท้อนถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของผู้ผลิต การทำงานร่วมกับ โรงงานผลิตครีมบำรุงผิว ที่มีระบบทดสอบครบทุกขั้นตอนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและระดับสากล
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมต้องทดสอบค่า SPF และ PA ในห้องแลป?
เพื่อยืนยันประสิทธิภาพการป้องกันรังสี UV อย่างเป็นทางการ และใช้ประกอบการขอเลขจดแจ้ง อย.
การทดสอบ SPF ทำที่ผิวจริงหรือจำลอง?
สามารถทำได้ทั้งบนอาสาสมัครและผิวจำลอง ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่ใช้ (ISO 24444 หรือ In-Vitro)
ค่า SPF50 ที่เห็นบนฉลากเชื่อถือได้ไหม?
เชื่อถือได้หากผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน ISO และมีเอกสารรับรองจากห้องแลป
ต้องทดสอบซ้ำบ่อยแค่ไหน?
อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หรือเมื่อมีการปรับสูตร เพื่อให้แน่ใจว่าค่าการป้องกันยังคงเดิม
โรงงานผลิตครีมกันแดดในไทยใช้มาตรฐานอะไร?
ส่วนใหญ่ใช้มาตรฐาน ISO 24444 และ ISO 24442 สำหรับการทดสอบค่า SPF และ PA เพื่อให้ผลเทียบเท่ามาตรฐานสากล







