มาตรฐานฉลากกันแดด SPF/PA ของไทย อัปเดตใช้ได้ถึงปี 2026

มาตรฐานฉลากกันแดด SPF PA ตามข้อกำหนดประเทศไทย ปี 2026

ปลายปี 2568 ถึงปี 2569 เรื่อง “ค่า SPF/PA บนฉลากเชื่อถือได้แค่ไหน” ถูกพูดถึงหนักขึ้น เพราะมีเคสที่หน่วยงานรัฐต้องสั่งระงับจำหน่ายและเรียกคืนผลิตภัณฑ์กันแดดจากประเด็นค่า SPF ไม่ตรงกับที่สื่อสาร ทำให้แบรนด์และผู้บริโภคเริ่มตรวจฉลากจริงจังมากขึ้น เนื้อหานี้สรุป “กติกาไทย” สำหรับการแสดงค่า SPF/PA และข้อความกันน้ำบนฉลากกันแดดแบบเข้าใจง่าย พร้อมเช็กลิสต์เอกสารที่ควรถามให้ครบก่อนวางขาย เพื่อให้ทำงานร่วมกับ โรงงานผลิตครีม ได้แบบเป็นระบบและลดความเสี่ยงเรื่องฉลาก/การสื่อสาร

หัวข้อหน้านี้

ทำไมฉลากกันแดดถึงกลายเป็นจุดตัดสินใจของตลาดปี 2026

ฉลากกันแดดเป็นปัจจัยตัดสินใจของตลาดความงาม ปี 2026

ในมุมพฤติกรรมผู้ซื้อ “กันแดด” เป็นสินค้าที่คนมักค้นหาเทียบหลายยี่ห้อก่อนซื้อ โดยใช้ข้อมูลจากฉลากเป็นหลัก เช่น SPF/PA, กันน้ำ, เนื้อสัมผัส, เหมาะกับผิวแบบไหน และคำเคลมที่สอดคล้องกับชีวิตจริง (แดดไทย เหงื่อเยอะ อยู่กลางแจ้งนาน) ในมุมแบรนด์ ฉลากไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์ แต่เป็น “หลักฐานการสื่อสาร” ที่ต้องมีที่มาชัด มีผลทดสอบรองรับ และต้องแสดงผลตามกติกาที่ประกาศไว้ หากสื่อสารเกินจริงหรือใช้คำที่ไม่สอดคล้องกับผลทดสอบ ความเสี่ยงจะไปอยู่ที่ทั้งความน่าเชื่อถือและความเสี่ยงทางกฎหมาย

กติกาหลักของไทย แสดงค่า SPF/PA/กันน้ำได้เมื่อมีผลทดสอบรองรับ

ประกาศไทยกำหนดให้ฉลากของเครื่องสำอางที่มีสารป้องกันแสงแดด “ต้องแสดง” ระดับ/ค่าความสามารถในการป้องกันรังสียูวี (SPF) หรือยูวีเอ (UVAPF/PA) และความสามารถกันน้ำ (ถ้ามี) ตามหลักเกณฑ์แนบท้ายประกาศ และกำหนดให้ทดสอบตามมาตรฐาน ISO หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เป็นที่ยอมรับ

สรุปให้เป็นภาษาคนทำแบรนด์คือ “ถ้าจะใส่ตัวเลข/สัญลักษณ์ ต้องมีผลทดสอบที่ตรวจสอบได้” และต้องแสดงผลในรูปแบบที่กติกาอนุญาต

วิธีแสดงค่า SPF บนฉลาก ช่วงตัวเลขที่อนุญาต และกรณีที่ห้ามใช้คำว่า SPF

กติกาไทยแบ่งการแสดงค่า SPF ออกเป็นช่วง และอนุญาตให้แสดงได้ทั้ง “ระดับของประสิทธิภาพ” หรือ “ค่า SPF ตามจริง” ภายในช่วงที่กำหนด โดยสรุปภาพใหญ่ได้ดังนี้

  1. SPF ต่ำ: ตั้งแต่ 6 ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 15 (6–<15)
  2. SPF กลาง: ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 30 (15–<30)
  3. SPF สูง: ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 50 (30–<50)
  4. SPF สูงมาก: ตั้งแต่ 50 ขึ้นไป (≥50) ให้แสดงเป็น “SPF 50+” (หรือแสดงเป็นระดับของประสิทธิภาพ)

จุดที่หลายแบรนด์พลาดคือ “กรณีห้ามแสดงคำว่า SPF” ซึ่งประกาศระบุชัดว่า หากไม่มีผลการทดสอบ หรือผลทดสอบได้ค่า SPF ต่ำกว่า 6 ไม่ให้แสดงคำว่า “SPF” หรือข้อความใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับค่าความสามารถในการป้องกันแสงแดด

สิ่งที่ควรทำก่อนล็อกดีไซน์ฉลาก

  • กำหนดเป้าหมาย SPF ตั้งแต่ต้นทาง (เช่น ต้องการสื่อสารที่ระดับไหน) แล้วค่อยพัฒนาสูตรให้ไปถึงจุดนั้น
  • ทดสอบ SPF กับสูตร “เวอร์ชันสุดท้าย” ไม่ใช่สูตรทดลอง เพราะแค่ปรับวัตถุดิบ/สัดส่วนเล็กน้อยอาจทำให้ผลเปลี่ยน
  • ถ้าผลออกมามากกว่า 50 ให้เตรียมรูปแบบการสื่อสารไว้เป็น SPF 50+ ตามกติกา

วิธีแสดงค่า PA (UVA) แปลงจากค่า UVAPF ตามเกณฑ์ที่ยอมรับ

ประกาศไทยเปิดทางให้แสดงการป้องกันยูวีเอได้หลายแนวทาง หนึ่งในแนวทางที่ใช้กันแพร่หลายคือการอ้างเกณฑ์ JCIA (ญี่ปุ่น) เพื่อแสดง “PA” โดยผูกกับค่า UVAPF ดังนี้

  1. PA+: UVAPF ตั้งแต่ 2 ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 4 (2–<4)
  2. PA++: UVAPF ตั้งแต่ 4 ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 8 (4–<8)
  3. PA+++: UVAPF ตั้งแต่ 8 ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 16 (8–<16)
  4. PA++++: UVAPF ตั้งแต่ 16 ขึ้นไป (≥16)

ถ้าแบรนด์ต้องการสื่อสารว่า “ป้องกัน UVA ดี” การทำให้ได้ PA สูงไม่ใช่แค่เพิ่มตัวกรอง UV อย่างเดียว แต่ต้องคุม “การกระจายฟิล์มบนผิว” และความเสถียรของเนื้อสูตรด้วย เพราะสิ่งที่ผู้ใช้เจอจริงคือความสม่ำเสมอหลังทา (ไม่เป็นคราบ ไม่ไหล ไม่จับตัวเป็นก้อน)

ข้อความกันน้ำ (Water resistance) ใช้ได้เมื่อทดสอบผ่าน และต้องเลือกคำให้ตรงเวลา

สำหรับการสื่อสารเรื่องกันน้ำ ประกาศไทยกำหนดว่าผลิตภัณฑ์ที่ต้องการแสดงข้อความความสามารถในการกันน้ำ ต้องผ่านการทดสอบตามวิธีมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ และสามารถระบุได้ตามระดับดังนี้

  • Water resistance หรือ Water resistance (40): ผ่านการทดสอบกันน้ำรวม 40 นาที
  • Very water resistance หรือ Very water resistance (80): ผ่านการทดสอบกันน้ำรวม 80 นาที

ประเด็นสำคัญคือ “กันน้ำ” ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทาซ้ำ ฉลากและคำแนะนำการใช้ควรสื่อสารให้ตรงกับพฤติกรรมจริงของคนไทย เช่น เหงื่อเยอะ เช็ดหน้าบ่อย อยู่กลางแจ้งนาน

มาตรฐานการทดสอบที่ใช้เป็นหลักฐาน ทำไมปี 2026 ต้องคุยให้ชัดขึ้น

มาตรฐานการทดสอบเครื่องสำอางในห้องวิจัยและพัฒนา R&D

ประกาศไทยระบุกรอบไว้ว่าให้ทดสอบตามมาตรฐาน ISO หรือมาตรฐานสากลอื่นที่ยอมรับได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ “SPF in vivo” ถูกใช้อย่างแพร่หลายมานาน (เช่น ISO 24444) และปลายปี 2024 มีการเผยแพร่วิธีทดสอบ SPF แบบใหม่ที่ลดการพึ่งพาอาสาสมัครมนุษย์ (in vitro/ hybrid) ทำให้ปี 2026 เป็นช่วงที่แบรนด์ควรถามแล็บ/โรงงานให้ชัดว่าใช้วิธีใด อ้างมาตรฐานใด และรายงานผลระบุอะไรบ้าง

เช็กลิสต์เอกสาร “ที่ควรถามให้ครบ” ก่อนอนุมัติฉลากและเริ่มยิงโฆษณา

  1. รายงานผลทดสอบ SPF: ระบุวิธีทดสอบ มาตรฐานที่อ้างอิง วันที่ทดสอบ และผลลัพธ์ที่ใช้สื่อสารบนฉลาก
  2. รายงาน UVA (UVAPF/PA): ระบุว่าคิดค่า PA จากมาตรฐานใด และช่วงค่า UVAPF อยู่ในระดับใด
  3. ถ้าสื่อสารกันน้ำ: รายงานผลทดสอบ Water resistance (40) หรือ Very water resistance (80)
  4. บันทึกสูตรเวอร์ชันสุดท้าย (final formula): และบันทึกการผลิตล็อตตัวอย่างที่ส่งทดสอบ
  5. สรุปความเสถียรพื้นฐาน: การเปลี่ยนสี กลิ่น ความหนืด การแยกชั้น (อย่างน้อยเพื่อคุมคุณภาพก่อนผลิตล็อตใหญ่)

จุดเสี่ยงที่ทำให้ “ผลทดสอบกับของขายจริง” ไม่เหมือนกัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผลทดสอบกับสินค้าที่ขายจริง มักไม่ได้เกิดจาก “โกหกตั้งใจ” เสมอไป แต่เกิดจากการควบคุมระบบไม่แน่น เช่น ปรับสูตรหลังทดสอบ เปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ หรือกระบวนการผลิตไม่คงที่

ตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่กระทบผลได้

  • เปลี่ยนชนิด/เกรดของสารกรอง UV หรือเปลี่ยนซัพพลายเออร์
  • ปรับระบบอิมัลชันเพื่อให้ “ซึมไวขึ้น” แต่ฟิล์มบนผิวบางลงและไม่สม่ำเสมอ
  • เปลี่ยนแพ็กเกจ (เช่น ความทึบแสง/การกันอากาศ) แล้วความเสถียรของสารสำคัญเปลี่ยน
  • กระบวนการผสม/อุณหภูมิ/แรงกวนต่างกัน ทำให้การกระจายตัวของสารกรอง UV ไม่เท่ากัน

แนวทางที่ปลอดภัยคือ “ล็อกสูตร-ล็อกวัตถุดิบ-ล็อกกระบวนการ” ให้ชัดก่อนทดสอบ และถ้าต้องเปลี่ยนจริง ให้ประเมินผลกระทบและพิจารณาทดสอบซ้ำตามความเหมาะสม

แนวทางสื่อสารให้ดูมืออาชีพและน่าเชื่อถือ (ไม่ต้องใช้คำเวอร์)

ปี 2026 คนซื้อไม่ได้ต้องการคำหวือหวา แต่ต้องการข้อมูลที่ตรวจสอบได้และสอดคล้องกับประสบการณ์ใช้จริง วิธีทำให้แบรนด์ดูเป็นมืออาชีพคือสื่อสาร “สิ่งที่พิสูจน์ได้” และให้คำแนะนำการใช้ที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ประสิทธิภาพจริง

ตัวอย่างข้อความที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ

  • ระบุคำแนะนำการใช้ให้ชัด เช่น ปริมาณการทา และการทาซ้ำเมื่ออยู่กลางแจ้ง/เหงื่อออก/เช็ดหน้า
  • ถ้าสื่อสารกันน้ำ ให้ใช้คำตามระดับการทดสอบ (40/80) และบอกเงื่อนไขการใช้งานจริง
  • หลีกเลี่ยงการสื่อสารเกินผลทดสอบ เช่น ใส่ตัวเลขที่กติกาไม่รองรับ หรือใช้คำที่ทำให้เข้าใจว่า “ทาครั้งเดียวอยู่ได้ทั้งวัน”

สำหรับแบรนด์ที่ต้องการพัฒนากันแดดแบบจริงจัง สามารถเชื่อมต่อไปยังหน้า โรงงานครีมกันแดด เพื่อดูภาพรวมงานพัฒนาสูตรและการเตรียมเอกสารประกอบการสื่อสารได้

สรุป ถ้าจะทำกันแดดปี 2026 ให้เริ่มจาก “ฉลากที่มีหลักฐานรองรับ”

หัวใจของกันแดดที่ขายได้ยาวๆ ไม่ใช่คำโฆษณา แต่คือ “ผลทดสอบที่ตรวจสอบได้ + การสื่อสารที่ตรงกติกา + การคุมสูตรและกระบวนการให้คงที่” เมื่อสามอย่างนี้อยู่ด้วยกัน ฉลากจะกลายเป็นจุดแข็งของแบรนด์แทนที่จะเป็นความเสี่ยง

คำถามพบบ่อย

SPF บนฉลากในไทยแสดงได้สูงสุดเท่าไหร่?

ตามกติกาการแสดงค่า SPF หากผลทดสอบได้ตั้งแต่ 50 ขึ้นไป ให้แสดงเป็น “SPF 50+” ไม่จำเป็นต้องใส่ตัวเลขมากกว่า 50 ลงบนฉลาก

ถ้าไม่ได้ทดสอบ SPF สามารถเขียนว่า SPF ได้ไหม?

ไม่ได้ หากไม่มีผลการทดสอบ หรือผลทดสอบได้ค่า SPF ต่ำกว่า 6 จะไม่สามารถแสดงคำว่า “SPF” หรือข้อความใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการป้องกันแสงแดดได้

PA++++ หมายถึงอะไร และต้องมีผลทดสอบแบบไหน?

PA เป็นการสื่อสารระดับการป้องกัน UVA โดยอ้างเกณฑ์ที่แปลงจากค่า UVAPF หากค่า UVAPF ตั้งแต่ 16 ขึ้นไป จึงสามารถสื่อสารเป็น PA++++ ได้ (เมื่อมีผลทดสอบรองรับตามมาตรฐานที่ยอมรับ)

จะเขียน “กันน้ำ” บนฉลากต้องทำอะไรบ้าง?

ต้องมีผลทดสอบความสามารถในการกันน้ำตามมาตรฐานสากลที่ยอมรับ และเลือกใช้คำให้ตรงระดับผลทดสอบ เช่น Water resistance (40) หรือ Very water resistance (80)

ทำไมบางยี่ห้อค่า SPF/PA สูง แต่ใช้จริงแล้วรู้สึกไม่ต่าง?

ประสิทธิภาพขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณที่ทาจริง ความสม่ำเสมอของฟิล์มบนผิว การทาซ้ำเมื่อเหงื่อออกหรือเช็ดหน้า และความเสถียรของสูตรในสภาพอากาศร้อนชื้น การสื่อสารวิธีใช้ที่ถูกต้องจึงสำคัญมากพอ ๆ กับตัวเลขบนฉลาก

เกี่ยวกับผู้เขียน

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่จำเป็นคือสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ ทำให้คุณสามารถใช้งานและเรียกดูเว็บไซต์ได้ตามปกติ คุณไม่สามารถปิดการใช้งานคุกกี้เหล่านี้ในระบบของเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า