ปี 2026 ผู้บริโภคไม่ได้ดูแค่ “SPF สูง” แต่พิจารณาว่าแบรนด์สื่อสารโดยมีหลักฐานรองรับหรือไม่ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น เหงื่อออกง่าย และมีการใช้กันแดดทั้งในชีวิตประจำวันและกิจกรรมกลางแจ้ง ข้อความบนฉลากอย่าง SPF, PA และคำว่ากันน้ำ จึงควรมีรายงานผลทดสอบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นทาง การเลือกแล็บทดสอบอย่างเป็นระบบ ช่วยให้แบรนด์เข้าใจว่ารายงานที่เหมาะกับการใช้งานจริงควรมีองค์ประกอบใด และควรถามคำถามอะไรให้ครบก่อนอนุมัติฉลาก การทำงานร่วมกับ โรงงานผลิตครีม ตั้งแต่ช่วงพัฒนาสูตร จะช่วยลดความเสี่ยงจากการทดสอบที่ไม่สอดคล้องกับสูตรที่จำหน่ายจริง
แล็บทดสอบสำคัญเพราะรายงานผลคือหลักฐานที่แบรนด์ใช้ยืนบนฉลาก
หากตั้งใจทำกันแดดให้จำหน่ายได้ในระยะยาว สิ่งที่ควรกำหนดก่อนออกแบบฉลากคือขอบเขตของการทดสอบ และรูปแบบรายงานที่ใช้ยืนยันข้อความบนฉลาก เนื่องจากการแสดงค่า SPF, PA และคำกันน้ำในไทย ผูกกับการทดสอบตามมาตรฐานที่ยอมรับ และมักต้องแนบรายงานผลประกอบการพิจารณาเอกสาร
ก่อนเลือกแล็บ ต้องตอบ 3 คำถามนี้ให้ได้
1. สิ่งที่ตั้งใจสื่อสารบนฉลาก
- ค่า SPF ที่ต้องการแสดง เช่น SPF 30 หรือ SPF 50+
- ระดับการป้องกัน UVA หรือ PA เช่น PA+++ หรือ PA++++
- การสื่อสารเรื่องกันน้ำ เช่น 40 นาที หรือ 80 นาที
2. สูตรที่ส่งทดสอบเป็นสูตรขายจริงหรือไม่
กันแดดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลทดสอบไวต่อการเปลี่ยนแปลงสูตรและกระบวนการ หากทดสอบด้วยสูตรหนึ่งแต่จำหน่ายอีกสูตรหนึ่ง ความน่าเชื่อถือของรายงานจะลดลงทันที จึงควรล็อกสูตรเวอร์ชันสุดท้ายก่อนส่งทดสอบทุกครั้ง
3. ตลาดปลายทางต้องการหลักฐานแบบใด
โดยทั่วไปตลาดยังคุ้นเคยกับค่า SPF จากการทดสอบแบบ in vivo สำหรับการสื่อสาร PA จะอ้างอิงจากค่า UVAPF และคำว่ากันน้ำต้องมีผลทดสอบที่รองรับช่วงเวลา 40 หรือ 80 นาทีตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
มาตรฐานทดสอบที่พบบ่อย แบรนด์ควรรู้ชื่อก่อนคุยแล็บ
SPF แบบ in vivo
มาตรฐานที่ใช้แพร่หลายคือ ISO 24444 สำหรับการทดสอบ SPF บนอาสาสมัคร ซึ่งเป็นฐานที่ตลาดและหน่วยงานคุ้นเคย
UVA เพื่อใช้สื่อสาร PA
การประเมินการปกป้อง UVA มักอ้างอิงมาตรฐาน ISO 24443 ซึ่งให้ค่า UVAPF สำหรับใช้เป็นที่มาของการแสดงระดับ PA
SPF แบบ in vitro
มีมาตรฐาน in vitro สำหรับการหาค่า SPF เช่น ISO 23675 ซึ่งช่วยสนับสนุนงานพัฒนาสูตรอย่างเป็นระบบ แบรนด์ควรถามแล็บให้ชัดว่าผลลักษณะนี้เหมาะกับการยืนยันการสื่อสารในตลาดใด
การทดสอบกันน้ำ 40 และ 80 นาที
การใช้คำว่ากันน้ำควรมีผลทดสอบรองรับ โดยมักอ้างอิงมาตรฐานอย่าง ISO 16217 และ ISO 18861 ที่ประเมินการคงประสิทธิภาพหลังการแช่น้ำตามช่วงเวลาที่กำหนด
เลือกแล็บอย่างมืออาชีพ 10 คำถามที่ควรถามก่อนมัดจำ
- ใช้มาตรฐานใดในการทดสอบ และระบุปีหรือฉบับชัดเจนหรือไม่
- ผลทดสอบแต่ละรายการใช้สื่อสารบนฉลากได้อย่างไร
- รายงานระบุเงื่อนไขการทาและขั้นตอนการทดสอบครบถ้วนหรือไม่
- รายงานออกเป็นภาษาใด และใช้ชื่อสินค้า/รหัสสูตรอย่างไร
- จำนวนและรูปแบบตัวอย่างที่ต้องส่งเป็นอย่างไร
- มีข้อกำหนดด้านความเสถียรของตัวอย่างก่อนทดสอบหรือไม่
- ระยะเวลาทดสอบจริงและจุดเสี่ยงที่อาจทำให้เลื่อนคืออะไร
- กรณีผลไม่ถึงเป้าสามารถทดสอบซ้ำได้อย่างไร
- รายงานมีรหัสอ้างอิง ลายเซ็น และข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับครบหรือไม่
- ขอบเขตการใช้รายงานครอบคลุมฉลากและสื่อการตลาดระดับใด
รายงานผลที่เพียงพอสำหรับใช้บนฉลากควรมีอะไร
รายงานที่ดีต้องอธิบายได้ว่าผลลัพธ์มาจากสูตรใด และทดสอบภายใต้เงื่อนไขใด
องค์ประกอบสำคัญของรายงาน SPF และ UVA
- ชื่อมาตรฐานและฉบับที่ใช้ทดสอบ
- รายละเอียดตัวอย่าง รหัสสูตร ล็อต และวันที่รับตัวอย่าง
- เงื่อนไขการทาและขั้นตอนการทดสอบ
- ค่า SPF, UVAPF และหลักฐานการแสดงระดับ PA
- ลายเซ็นผู้รับผิดชอบ วันที่ออกเอกสาร และรหัสรายงาน
สรุป
ความแตกต่างของแบรนด์กันแดดในปี 2026 ไม่ได้อยู่ที่คำโฆษณา แต่อยู่ที่หลักฐานและกระบวนการที่ตรวจสอบได้ การเลือกแล็บที่เข้าใจการสื่อสาร ออกเอกสารครบ และทดสอบบนสูตรขายจริง จะทำให้ค่า SPF, PA และคำว่ากันน้ำเป็นจุดแข็งของแบรนด์แทนที่จะเป็นความเสี่ยง
คำถามพบบ่อย
เลือกแล็บทดสอบกันแดดควรดูอะไรเป็นอันดับแรก
เริ่มจากมาตรฐานที่แล็บใช้ทดสอบและระบุปี/ฉบับชัดเจน จากนั้นดูรายงานว่ามีรายละเอียดตัวอย่าง เงื่อนไขการทา เงื่อนไขการทดสอบ และข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับครบพอสำหรับใช้อ้างอิงบนฉลากหรือไม่
รายงานผลทดสอบ SPF ที่ใช้งานบนฉลากควรมีอะไรบ้าง
ควรมีชื่อมาตรฐานและฉบับ รายละเอียดตัวอย่าง (รหัสสูตร/ล็อต) เงื่อนไขการทาตามมาตรฐาน ขั้นตอนทดสอบ ผลลัพธ์ที่สื่อสารได้ และข้อมูลผู้รับผิดชอบพร้อมรหัสรายงานเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ
ถ้าต้องการสื่อสาร PA++++ ต้องเตรียมผลทดสอบแบบไหน
โดยทั่วไปควรมีผลทดสอบการป้องกัน UVA ที่ให้ค่า UVAPF ตามมาตรฐานที่แล็บอ้างอิง และมีข้อมูลที่ทำให้การแสดงระดับ PA อธิบายที่มาได้ชัดเจน ควรถามแล็บให้ชัดว่ารายงานระบุค่า UVAPF และแนวทางการแสดงระดับ PA ครบถ้วนหรือไม่
ทำไมทดสอบแล้วได้ผลดี แต่พอขายจริงกลับถูกทักว่าไม่ตรงฉลาก
สาเหตุที่พบบ่อยคือมีการเปลี่ยนวัตถุดิบ เปลี่ยนซัพพลายเออร์ ปรับกระบวนการผลิต หรือเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หลังทดสอบจนความเสถียรและการกระจายฟิล์มเปลี่ยน วิธีลดความเสี่ยงคือทดสอบด้วยสูตรขายจริง ล็อกพารามิเตอร์การผลิต และทำบันทึกการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง
จะสื่อสารคำว่ากันน้ำ 40 หรือ 80 นาที ต้องมีอะไรยืนยัน
ควรมีผลทดสอบกันน้ำตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระบุช่วงเวลา 40 หรือ 80 นาที วิธีทดสอบ และผลลัพธ์ที่รองรับข้อความบนฉลากได้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงต้องทำให้สูตรและล็อตที่ทดสอบสอดคล้องกับสินค้าที่จำหน่ายจริง





