ในอุตสาหกรรม รับผลิตครีมกันแดด มาตรฐานการวัดค่า SPF, PA และ UVAPF ถือเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ เพราะเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการป้องกันรังสี UV ทั้งชนิด UVB และ UVA ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสูตรกันแดด ความพึงพอใจของผู้บริโภค และการผ่านมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล เจ้าของแบรนด์จำนวนมากมักเข้าใจเพียงว่า “ค่า SPF ยิ่งสูงยิ่งดี” แต่ในความจริงแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นวิธีทดสอบ การตีความค่า การแปลผลในเชิงการตลาด และข้อกำหนดของประเทศต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป
เข้าใจค่า SPF PA และ UVAPF คืออะไร ต่างกันอย่างไร?

ก่อนเริ่มต้นพัฒนาสูตร เจ้าของแบรนด์ควรรู้ว่าแต่ละค่าบอก “อะไร” และ “ทดสอบอย่างไร” เพราะมีผลต่อการตั้งเคลม การติดฉลาก และการส่งออกโดยตรง ทั้งสามค่านี้เกี่ยวพันกับรังสี 2 ชนิดหลักคือ UVB (ทำให้ผิวไหม้) และ UVA (ทำให้ผิวคล้ำ/แก่ก่อนวัย) ดังนี้:
SPF (Sun Protection Factor) การป้องกัน UVB
SPF วัดจากการทดสอบบนอาสาสมัครจริง (in vivo) ตามมาตรฐาน ISO 24444:2019 โดยเปรียบเทียบปริมาณรังสีที่ทำให้เกิดผิวแดงขั้นต่ำ (Minimal Erythema Dose: MED) ระหว่างผิวทดสอบที่ “ทาครีม” กับ “ไม่ทา” สูตรคำนวณหลักคือ:SPF = MED บริเวณที่ทาผลิตภัณฑ์ ÷ MED บริเวณที่ไม่ทา
- ปริมาณที่ปาดในการทดสอบมาตรฐาน: 2 มก./ตร.ซม. (มากกว่าที่ผู้ใช้ทาจริงโดยทั่วไป)
- การตีความเชิงใช้งาน: SPF ไม่ใช่ “ระยะเวลา” ตายตัว แต่สื่อถึงระดับการลดปริมาณ UVB ที่ผิวรับ
| ค่า SPF บนฉลาก | สัดส่วน UVB ที่ถูกบล็อก (โดยประมาณ) | ข้อสังเกตเชิงพัฒนา |
|---|---|---|
| SPF 15 | ≈ 93% | เหมาะกิจกรรมทั่วไปในร่ม/กลางแจ้งสั้น ๆ |
| SPF 30 | ≈ 97% | สมดุลระหว่างการปกป้องและฟีลลิ่งผิว |
| SPF 50 | ≈ 98% | นิยมในสูตรกันน้ำ/กลางแจ้ง/ผิวไวแดด |
| SPF 50+ | >≈ 98% | การเพิ่ม SPF สูงขึ้นให้ผลเพิ่มแบบลดหลั่น ต้องออกแบบฟีลลิ่งดี |
PA (Protection Grade of UVA) สเกล สำหรับ UVA
PA เป็นระบบการแสดงผลสไตล์ญี่ปุ่น (JCIA) ที่อาศัยค่าการทดสอบ PPD: Persistent Pigment Darkening (in vivo) เพื่อสื่อระดับการป้องกัน UVA บนฉลากด้วยเครื่องหมาย +
| ระดับ PA | ช่วงค่า PPD อ้างอิง | ความหมายเชิงการใช้งาน |
|---|---|---|
| PA+ | PPD ≥ 2 ถึง < 4 | ป้องกัน UVA ขั้นพื้นฐาน |
| PA++ | PPD ≥ 4 ถึง < 8 | ป้องกันระดับกลาง เหมาะใช้ประจำวัน |
| PA+++ | PPD ≥ 8 ถึง < 16 | ป้องกันสูง สำหรับกลางแจ้งนานขึ้น |
| PA++++ | PPD ≥ 16 | ป้องกันสูงมาก ใช้กับสูตรสปอร์ต/กันน้ำ |
UVAPF (UVA Protection Factor) — ค่าตัวเลขแบบยุโรป
UVAPF ตามมาตรฐาน ISO 24443:2021 ส่วนใหญ่ทดสอบแบบ in vitro บนแผ่น PMMA ด้วยสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ แล้วคำนวณการกรองรังสีตามสเปกตรัม UVA จุดเด่นคือได้ “ค่าตัวเลข” ที่อธิบายประสิทธิภาพ UVA ได้ละเอียดกว่า PA
- กฎสำคัญของ EU (broad spectrum): ค่า UVA-PF ต้อง ≥ 1/3 ของค่า SPF และต้องผ่าน critical wavelength ≥ 370 นาโนเมตร
- เหมาะกับการทำเอกสารส่งออก/เทียบสูตร/ตรวจความสอดคล้องของฟิลเตอร์
ทำไมเจ้าของแบรนด์ต้องเข้าใจการทดสอบ SPF/PA/UVAPF
การทดสอบทั้ง 3 ค่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำตามข้อบังคับเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “คุณภาพและความปลอดภัยของสูตร” ในระดับสากล ซึ่งมีผลต่อการวางตำแหน่งทางการตลาดของสินค้า เช่น:
- การขายในประเทศต้องผ่านการวัด SPF/PA ตามประกาศ อย. เพื่อแสดงผลบนฉลาก
- หากต้องการส่งออก เช่น ญี่ปุ่นหรือยุโรป ต้องผ่านมาตรฐาน JCIA และ ISO เพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้
- โรงงานที่มีระบบ GMP/ISO จะมีการเก็บข้อมูลผลทดสอบและรายงานค่า UVAPF อย่างโปร่งใส
ดังนั้น เจ้าของแบรนด์จึงควรเลือก โรงงานครีมกันแดด ที่มีห้องแล็บภายในและสามารถออกใบ Certificate การทดสอบจากสถาบันรับรอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อผู้บริโภคและคู่ค้าทางธุรกิจ ถ้าคุณกำลังคัดกรองพาร์ทเนอร์การผลิตให้จบในรอบเดียว อ่านต่อที่ เช็คลิสต์เลือกโรงงานครีมกันแดดให้ได้มาตรฐาน (GMP/ISO/ทดสอบ SPF)
มาตรฐานการวัด SPF/PA/UVAPF ที่ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วโลก
แต่ละประเทศใช้เกณฑ์การวัดและการแสดงผลแตกต่างกัน ดังนี้:
| ภูมิภาค | มาตรฐานที่ใช้ | ลักษณะการแสดงผล |
|---|---|---|
| ยุโรป (EU) | ISO 24443 / 24444 | ระบุค่า SPF และ UVAPF อย่างชัดเจน |
| ญี่ปุ่น | JCIA / PA+++ system | ใช้เครื่องหมาย “+” เพื่อแสดงระดับ UVA Protection |
| สหรัฐอเมริกา | FDA Monograph | ต้องผ่าน Broad Spectrum Test |
| ไทย | อย. อ้างอิง ISO 24444 | ต้องแสดงค่า SPF และ PA บนฉลาก |
ถ้าแบรนด์คุณทำสูตรอ่อนโยนหรือ “กันแดดเด็ก” ควรเช็กเรื่องส่วนผสมก่อนตั้งเคลม อ่านได้ที่ กันแดดเด็กปลอดภัยแค่ไหน? ส่วนผสมที่ควรมี/ควรเลี่ยง
แนวทางเลือกโรงงานผลิตครีมกันแดดที่ผ่านมาตรฐานการทดสอบ
การเลือกพันธมิตรการผลิตที่ได้มาตรฐานคือก้าวแรกของแบรนด์ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน โรงงานที่มีการทดสอบ SPF/PA/UVAPF ภายในจะช่วยให้เจ้าของแบรนด์มั่นใจในคุณภาพและสามารถพัฒนาได้รวดเร็วขึ้น โดยควรพิจารณา:
- มีใบรับรอง GMP / ISO / อย.
- สามารถทดสอบค่า SPF และ PA ได้ในห้องแล็บของตัวเอง
- ให้คำแนะนำด้านสูตร เช่น Tone-up, Blur, หรือสูตรกันน้ำ
- มีบริการช่วยออกเอกสารสำหรับการส่งออกต่างประเทศ
หากต้องการเริ่มต้นสร้างแบรนด์อย่างมืออาชีพ บทความ เช็คลิสต์เลือกโรงงานครีมกันแดดให้ได้มาตรฐาน (GMP/ISO/ทดสอบ SPF) จะช่วยให้เห็นภาพการประเมินโรงงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าคุณจะทำสูตรที่ขายด้วย “ฟินิชผิว” เช่น Tone-up, Blur หรือคุมมัน แนะนำอ่านต่อที่ กันแดดเมคอัพเบส: Tone-up, Blur, Sebum Control ทำสูตรให้ต่างอย่างไร
สรุปความเข้าใจมาตรฐานการวัด SPF/PA/UVAPF
การเข้าใจมาตรฐานการวัดค่า SPF, PA และ UVAPF ไม่เพียงช่วยให้เจ้าของแบรนด์พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน หากโรงงาน รับผลิตครีมกันแดด ของคุณมีระบบการทดสอบที่ถูกต้องและโปร่งใส จะช่วยย่นระยะเวลาในการออกสู่ตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามพบบ่อย (FAQ)
ค่า SPF สูงสุดอยู่ที่เท่าไหร่?
โดยทั่วไป SPF ที่ทดสอบได้จริงสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 50–60 สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง และมักแสดงผลบนฉลากเป็น “SPF 50+” เพื่อสื่อถึงระดับสูงสุดที่ผ่านการทดสอบ
คำว่า PA++++ หมายถึงอะไร?
หมายถึงระดับการป้องกันรังสี UVA สูงสุดตามมาตรฐาน JCIA ของญี่ปุ่น ซึ่งช่วยป้องกันผิวคล้ำและริ้วรอยจากแสงแดดได้ดี
UVAPF ต่างจาก PA อย่างไร?
PA เป็นการแสดงผลแบบเชิงสัญลักษณ์ (+) ส่วน UVAPF เป็นค่าตัวเลขที่วัดจริงตามมาตรฐาน ISO จึงให้ข้อมูลที่ละเอียดกว่า โดยเฉพาะในการส่งออก
ต้องทดสอบ SPF ทุกครั้งที่ปรับสูตรไหม?
ใช่ เพราะการเปลี่ยนส่วนผสมหลัก เช่น น้ำมัน ฟิลเตอร์กันแดด หรือสารเพิ่มการกระจายแสง ล้วนส่งผลต่อค่าการป้องกัน ต้องทดสอบใหม่เพื่อความถูกต้อง
จะรู้ได้อย่างไรว่าโรงงานที่เลือกมีมาตรฐานทดสอบจริง?
สามารถขอใบ Certificate of Analysis (COA) หรือรายงานผลทดสอบจากสถาบันรับรอง เช่น SGS หรือ Intertek เพื่อยืนยันผลทางวิทยาศาสตร์





