การโฆษณาครีมกันแดดในไทยไม่ได้เป็นแค่เรื่อง “คำขายสวย ๆ” อีกต่อไป แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับกฎหมายและแนวทางกำกับของ อย. ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 แนวทางการโฆษณาเครื่องสำอางฉบับปรับปรุงปี 2567 และประกาศเฉพาะของผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดดังนั้นเจ้าของแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับ โรงงานครีมกันแดด หรือผู้ให้บริการ รับผลิตครีมกันแดด จึงต้องเข้าใจทั้ง “วิธีเคลม” และ “ขอบเขตที่ห้ามเคลม” อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการเลือกผู้ผลิตที่ผ่านเกณฑ์ GMP/ISO และการทดสอบค่า SPF ตามมาตรฐาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดใน เช็คลิสต์เลือกโรงงานครีมกันแดดให้ได้มาตรฐาน (GMP/ISO/ทดสอบ SPF) เพราะถ้าสูตรดีแต่สื่อสารผิดกฎหมาย ก็เสี่ยงถูกระงับโฆษณา เสียต้นทุนแก้คอนเทนต์ และกระทบความน่าเชื่อถือของแบรนด์ระยะยาว
- ภาพรวมกฎหมายโฆษณาครีมกันแดดของไทยตามประกาศ อย. ปี 2024–2025
- ทำไม “เคลมผิด” ถึงเสี่ยงมากกว่าที่คิด
- กฎหมายการเคลม SPF/PA/UVAPF แบบ “ต้องมีข้อมูลรองรับ”
- คำโฆษณาที่ “อนุญาต” ให้ใช้ได้ ตามแนวทาง อย. กลุ่มกันแดด
- คำที่ “ห้ามใช้” ในการโฆษณาครีมกันแดด อัปเดตปี 2025
- กฎหมายเกี่ยวกับภาพประกอบโฆษณากันแดดที่ต้องรู้
- ตัวอย่าง “เคลมถูกกฎหมาย vs ไม่ถูกกฎหมาย”
- Checklist ก่อนปล่อยโฆษณาครีมกันแดด (ทีมการตลาดใช้ได้ทันที)
- สรุปกฎหมายเคลมโฆษณาครีมกันแดดปี 2025
- คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับกฎหมายเคลมครีมกันแดด
ภาพรวมกฎหมายโฆษณาครีมกันแดดของไทยตามประกาศ อย. ปี 2024–2025
เจ้าของแบรนด์ครีมกันแดดจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างกฎหมายโฆษณาเครื่องสำอางของ อย. ที่อัปเดตในปี 2024–2025 ซึ่งเน้นเรื่องความถูกต้องและไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ทั้งในแง่ข้อความ ภาพ หรือการกล่าวอ้างผลลัพธ์ที่เกินขอบเขตของเครื่องสำอาง
- ต้องไม่กล่าวอ้างเกินขอบเขตของเครื่องสำอาง
ห้ามใช้คำที่สื่อถึง “การรักษาโรค การป้องกันโรค หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิว” เช่น ป้องกันมะเร็งผิวหนัง รักษาฝ้า รักษาสิว รักษากระลึก - ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
เช่น ใช้คำว่า “กันแดด 24 ชั่วโมง” หรือ “กันแดดครั้งเดียวจบ ไม่ต้องทาซ้ำ” โดยไม่มีข้อมูลรองรับ - ต้องมีข้อมูลรองรับคำโฆษณา
โดยเฉพาะตัวเลขอย่าง SPF, PA, UVAPF ต้องมีผลทดสอบจริง
ฐานกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับเคลมกันแดด
พื้นฐานทางกฎหมายที่ควรรู้ก่อนทำโฆษณาและออกแบบฉลาก มีดังนี้:
- พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 และประกาศที่ออกตามกฎหมาย
- ประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอางเรื่องการแสดงค่าความสามารถในการป้องกันแสงแดด
- คู่มือแนวทางการโฆษณาเครื่องสำอางฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567 (หมวดเครื่องสำอางกันแดด)
ทำไม “เคลมผิด” ถึงเสี่ยงมากกว่าที่คิด
หลายแบรนด์พลาดไม่ใช่เพราะสูตรไม่ดี แต่พลาดเพราะ “การสื่อสาร” ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของเครื่องสำอางผลลัพธ์ที่มักเจอเมื่อข้อความหรือภาพเข้าข่ายเสี่ยง ได้แก่ การถูกขอให้แก้ไขคอนเทนต์ การระงับโฆษณาในช่องทางออนไลน์การเสียค่าใช้จ่ายทำสื่อใหม่ และการเสียความเชื่อมั่นในสายตาลูกค้าในเชิงการทำงานจริง แบรนด์ควรวางระบบตั้งแต่ต้นร่วมกับผู้ผลิตเพราะโรงงานที่มีประสบการณ์ด้านเอกสารและมาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากแนวทางนี้สอดคล้องกับการทำงานแบบเป็นระบบใน เช็คลิสต์เลือกโรงงานครีมกันแดดให้ได้มาตรฐาน (GMP/ISO/ทดสอบ SPF) ซึ่งมองเรื่อง “มาตรฐาน + เอกสาร + การสื่อสาร” เป็นแพ็กเดียวกัน ไม่แยกส่วน
กฎหมายการเคลม SPF/PA/UVAPF แบบ “ต้องมีข้อมูลรองรับ”
ครีมกันแดดถือเป็นเครื่องสำอางที่มีข้อกำหนดเฉพาะในการแสดงค่า SPF, PA และ UVAPF ซึ่งต้องมีผลการทดสอบรองรับจากห้องแล็บมาตรฐานเพื่อป้องกันการโฆษณาเกินจริงและสร้างความโปร่งใสในเชิงวิทยาศาสตร์ถ้าคุณต้องการเข้าใจความหมายของค่าต่าง ๆ และความสัมพันธ์เชิงมาตรฐานให้ลึกขึ้นให้ดูแนวคิด หากต้องการเข้าใจความหมายของค่า SPF, PA และ UVAPF รวมถึงความสัมพันธ์ของตัวเลขที่ใช้สื่อสารในเชิงกฎหมายและการตลาด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน มาตรฐานการวัด SPF/PA/UVAPF เพื่อให้ทีมพัฒนาสูตรและทีมคอนเทนต์ใช้กรอบเดียวกัน เพื่อให้ทีมการตลาดและทีมพัฒนาสูตรพูดภาษาเดียวกัน
- การแสดงค่า SPF ต้องอิงจากผลทดสอบจริง (ISO 24444)
- การแสดงค่า PA ต้องสัมพันธ์กับค่า UVA-PF ตามมาตรฐาน ISO 24442
- หากเคลม Broad Spectrum ต้องมีผลทดสอบ ISO 24443 หรือเทียบเท่า
| ค่าที่เคลม | มาตรฐานทดสอบที่กฎหมายยอมรับ | ประเด็นที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| SPF | ISO 24444 (In Vivo) | ต้องทดสอบกับสูตรจริง ไม่ใช่สูตรต้นแบบ |
| UVA-PF | ISO 24442 | ต้องสัมพันธ์กับระดับ PA ที่เคลม เช่น PA++++ |
| UVAPF / Broad Spectrum | ISO 24443 | ใช้เมื่อเคลมป้องกัน UVA อย่างครอบคลุม |
| Water Resistant | มาตรฐานการทดสอบกันน้ำสากล | ต้องระบุระยะเวลา 40 หรือ 80 นาทีให้ชัดเจน |
ในการออกแบบแผนทดสอบ แบรนด์ควรวางระบบร่วมกับโรงงานตั้งแต่ต้นเพื่อให้ “ทดสอบแล้วเคลมได้จริง” และลดต้นทุนการแก้ไขซ้ำแนวคิดนี้สอดคล้องกับ เพื่อให้ผลการทดสอบสามารถนำมาใช้เคลมได้จริง และไม่ต้องเสียต้นทุนแก้ไขซ้ำ การวางแผนทดสอบตั้งแต่ต้นจึงสำคัญ โดยสามารถดูแนวทางได้จาการ วางแผนทดสอบ SPF และ UVA-PF ที่อธิบายลำดับการเตรียมสูตร การเลือกแล็บ และการจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการยื่นเอกสารให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบภายในทีม/พาร์ตเนอร์/แพลตฟอร์มโฆษณา
Workflow ที่ควรมีระหว่างแบรนด์กับโรงงาน
เพื่อให้การเคลมตัวเลข SPF/PA ถูกต้องและปลอดภัย ควรกำหนดกระบวนการทำงานร่วมกับโรงงานตั้งแต่ต้น เช่น:
- ตกลงค่าเป้าหมาย SPF/PA ตั้งแต่ขั้นพัฒนาสูตร (กำหนด “เป้าหมายที่ทดสอบได้จริง”)
- ทดสอบที่แล็บที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
- จัดเก็บผลรายงานฉบับเต็มแนบใน Product Information File (PIF)
- ตรวจสอบข้อความโฆษณาทุกชิ้นให้ตรงตามผลทดสอบ (รวมถึงสคริปต์วิดีโอและคำบรรยาย)
คำโฆษณาที่ “อนุญาต” ให้ใช้ได้ ตามแนวทาง อย. กลุ่มกันแดด
อย. มีแนวทางคำโฆษณาที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มกันแดด โดยอนุญาตให้ใช้ถ้อยคำที่อยู่ในขอบเขตของเครื่องสำอาง เช่น การปกป้องจากรังสี UV หรือคุณสมบัติด้านความสวยงามของผิว (เนื้อสัมผัส ความรู้สึกสบายผิว ความเหมาะกับสภาพผิว)
- ปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB
- ช่วยลดผลกระทบจากรังสี UV ต่อผิว
- เนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย เหมาะสำหรับผิวมัน
- ผ่านการทดสอบ SPF50+ ตามมาตรฐานสากล
คำที่ “ห้ามใช้” ในการโฆษณาครีมกันแดด อัปเดตปี 2025
คำโฆษณาที่เข้าข่ายเกินจริงหรือสื่อถึงสรรพคุณทางยา ถือว่าผิดกฎหมายและอาจถูกระงับการเผยแพร่ได้ตัวอย่างคำต้องห้าม เช่น:
- ป้องกันมะเร็งผิวหนัง / กันมะเร็งผิวหนัง
- กันแดดตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องทาซ้ำ
- รักษาฝ้า กระ จุดด่างดำ
- ฟื้นฟูผิวระดับเซลล์ / ซ่อมแซม DNA ผิว
กฎหมายเกี่ยวกับภาพประกอบโฆษณากันแดดที่ต้องรู้
นอกจากข้อความแล้ว “ภาพ” ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาที่ อย. ใช้พิจารณาด้วยภาพที่เข้าข่ายหลอกลวงหรือสื่อถึงการรักษาทางการแพทย์อาจผิดกฎหมายได้ โดยเฉพาะภาพ Before–After ที่ดูเกินจริง ภาพที่มีอุปกรณ์แพทย์ หรือการใช้บุคลากรที่สื่อว่าเป็นแพทย์/ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์
- หลีกเลี่ยงภาพ Before–After ที่ดูเกินจริง หรือทำให้เข้าใจว่า “รักษาได้”
- ไม่ใช้ภาพแพทย์หรือเครื่องมือทางการแพทย์ในโฆษณา (รวมถึงชุดกาวน์/สัญลักษณ์การแพทย์)
- เลือกใช้ภาพสื่อสารเชิงความเข้าใจ เช่น วิธีทาครีมกันแดด การทาซ้ำ หรือการใช้ในสถานการณ์จริง
ตัวอย่าง “เคลมถูกกฎหมาย vs ไม่ถูกกฎหมาย”
ตารางต่อไปนี้ช่วยให้ทีมการตลาดตรวจสอบข้อความโฆษณาเบื้องต้น ว่าเข้าข่ายถูกต้องตามแนวทางของ อย. หรือไม่:
| ตัวอย่างเคลมที่ใช้ได้ | ตัวอย่างเคลมที่เสี่ยงผิดกฎหมาย |
|---|---|
| ปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB ด้วยค่า SPF50+ PA++++ | ป้องกันมะเร็งผิวหนังจากแสงแดดได้ 100% |
| SPF50+ ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากล | กันแดดครั้งเดียวจบ ปกป้องตลอดวัน ไม่ต้องทาซ้ำ |
| เนื้อบางเบา เหมาะสำหรับผิวมันและผิวเป็นสิวง่าย | ลดสิวหายขาดภายใน 7 วัน |
| ช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้นเมื่อใช้เป็นประจำ | รักษาฝ้า กระ จุดด่างดำลึกให้หายถาวร |
| กันน้ำ กันเหงื่อ ตามมาตรฐานระดับ Water Resistant | กันน้ำ 100% ไม่ต้องทาซ้ำตลอดวัน |
Checklist ก่อนปล่อยโฆษณาครีมกันแดด (ทีมการตลาดใช้ได้ทันที)
หากคุณต้องการให้คอนเทนต์ “ค้นหาง่ายใน Google” และปลอดภัยต่อการใช้ยิงโฆษณา แนะนำให้ทีมตรวจเช็ก 8 ข้อนี้ก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง:
- มีการระบุ SPF/PA/UVAPF เฉพาะเท่าที่มีผลทดสอบจริงรองรับ
- ไม่มีคำสื่อถึงการรักษาโรค การป้องกันโรค หรือการซ่อมแซมระดับเซลล์
- ไม่ใช้คำว่า 100%, ถาวร, หายขาด, ครั้งเดียวจบ, ไม่ต้องทาซ้ำตลอดวัน
- หากเคลมกันน้ำ ระบุเงื่อนไข/ระยะเวลาให้ชัดเจน (เช่น 40/80 นาที ตามมาตรฐานที่ใช้)
- ภาพไม่สื่อถึงบุคลากรทางการแพทย์/เครื่องมือแพทย์ และไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการรักษา
- มีเอกสารรายงานฉบับเต็มเก็บใน PIF และทีมที่เกี่ยวข้องเข้าถึงได้
- สคริปต์วิดีโอ/คำบรรยาย/ข้อความในภาพ (Text Overlay) ถูกตรวจครบ ไม่หลุดคำต้องห้าม
- มีการรีวิวข้อความร่วมกับผู้ผลิตหรือทีมที่เข้าใจมาตรฐานทดสอบ (กัน “หลุดเคลม” ในแคมเปญใหญ่)
หากคุณกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาสูตรหรือกำหนดเป้าหมายค่า SPF/PA การทำงานให้เป็นระบบตั้งแต่แรกจะช่วยให้ “ทดสอบครั้งเดียว ใช้เคลมได้ยาว” ซึ่งสอดคล้องกับ เพื่อให้ผลการทดสอบสามารถนำมาใช้เคลมได้จริง และไม่ต้องเสียต้นทุนแก้ไขซ้ำ การวางแผนทดสอบตั้งแต่ต้นจึงสำคัญ โดยสามารถดูแนวทางได้จาก วางแผนทดสอบ SPF และ UVA-PF ที่อธิบายลำดับการเตรียมสูตร การเลือกแล็บ และการจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ
และช่วยให้ทีมคอนเทนต์ไม่ต้องเดาเวลาทำชิ้นงาน
สรุปกฎหมายเคลมโฆษณาครีมกันแดดปี 2025
ปี 2025 เป็นช่วงเวลาที่ อย. เน้นการกำกับดูแลโฆษณาเครื่องสำอางให้โปร่งใสมากขึ้น แบรนด์ควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับ โรงงานครีมกันแดด อย่างมีระบบ ตั้งแต่การวางสูตร การทดสอบผลลัพธ์ ไปจนถึงการตรวจสอบถ้อยคำในโฆษณาให้สอดคล้องกับข้อกำหนด หัวใจสำคัญคือ “เคลมให้อยู่ในกรอบเครื่องสำอาง” และ “มีหลักฐานรองรับ”เมื่อแบรนด์ทำได้ครบทั้งสองส่วน ก็จะสื่อสารได้อย่างปลอดภัย น่าเชื่อถือ และต่อยอดการตลาดได้ยาว โดยเฉพาะแบรนด์ที่วางแผนระยะยาว มักเริ่มจากระบบมาตรฐานและเอกสารตาม แนวทางนี้ควรวางตั้งแต่ต้นร่วมกับผู้ผลิต เพราะโรงงานที่เข้าใจมาตรฐาน เอกสาร และข้อกำหนดการสื่อสาร จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จาก เช็คลิสต์เลือกโรงงานครีมกันแดดให้ได้มาตรฐาน ที่ครอบคลุมทั้ง GMP, ISO และการทดสอบ SPF เพื่อให้ “สิ่งที่ทดสอบ” สอดคล้องกับ “สิ่งที่พูด” ตลอดทั้งเส้นทาง
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับกฎหมายเคลมครีมกันแดด
การเคลม SPF ต้องมีผลทดสอบจากที่ใด และควรเก็บเอกสารอะไรไว้บ้าง?
ต้องมีผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 โดยใช้วิธีทดสอบ ISO 24444 และควรเก็บรายงานฉบับเต็มไว้ในแฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์ (PIF) รวมถึงไฟล์ที่ทีมการตลาดสามารถอ้างอิงได้เวลาทำสื่อ
โฆษณากันแดดแบบ Before–After ใช้ได้หรือไม่?
ใช้ได้ในบางกรณี หากไม่เกินจริงและมีคำอธิบายประกอบ เช่น ระยะเวลาการใช้จริง และไม่สื่อถึงการรักษาโรค แต่ถ้าภาพทำให้เข้าใจว่า “รักษาฝ้า/กระให้หาย” หรือดูเหมือนผลลัพธ์แบบการแพทย์ ควรหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัย
คำว่า “กันแดด 100%” หรือ “กันแดดตลอดวันไม่ต้องทาซ้ำ” ผิดกฎหมายหรือไม่?
เข้าข่ายเสี่ยงสูง เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดป้องกันรังสี UV ได้ 100% และการสื่อว่าไม่ต้องทาซ้ำตลอดวันอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือระบุค่า SPF/PA ตามผลทดสอบจริง พร้อมคำแนะนำการใช้และการทาซ้ำตามสถานการณ์
ครีมกันแดดสามารถเคลม “ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ” ได้หรือไม่?
ไม่ควรใช้คำว่า “รักษา” หรือ “หายขาด” แต่สามารถใช้ถ้อยคำเชิงความงาม เช่น “ช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้นเมื่อใช้เป็นประจำ” หรือ “ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น” โดยไม่สื่อว่าเป็นการรักษาโรค
จำเป็นต้องมีผลทดสอบ UVA-PF เพิ่มเติมไหม หากต้องการเคลม PA++++?
จำเป็น เพราะระดับ PA ต้องสัมพันธ์กับค่า UVA-PF ที่ได้จากการทดสอบจริงตามมาตรฐานที่ใช้อ้างอิง หากไม่มีข้อมูลรองรับ อาจเข้าข่ายโฆษณาเกินจริงและทำให้คอนเทนต์เสี่ยงถูกระงับได้







